เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๕ ก.พ. ๒๕๔๖

 

เทศน์เช้า วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

คนเราเกิดมาทุกคนหาที่พึ่ง ถ้าเราหาที่พึ่งของเราได้ มันจะเป็นประโยชน์กับเรามาก คนหาที่พึ่งเป็น เพราะมีความศรัทธามีความเชื่อ จริตนิสัยของคน จริตนิสัยของใจ ใจถ้ามีความเชื่อมีความอ่อนน้อมต่อธรรม อ่อนน้อมต่อความเป็นจริง ธรรมคือสัจจะความจริง ถ้าเราอ่อนน้อมต่อความเป็นจริง มันจะหาสัจจะเข้ามาในหัวใจของเรา แต่ถ้ามันไม่มีความจริงในหัวใจ มันกระด้างในหัวใจ

วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก มันรักอะไร พระพุทธเจ้าบอก “ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นมีความทุกข์” แต่ทางโลกเขาบอก ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นมีความสุข เขาพยายามจะหาความรักกัน ความพอใจของเขาเป็นความสุข...ความสุขที่ไหน มันจับที่ไหน มันพึ่งไม่ได้ทั้งหมด อาศัยร่างกายของเรา อาศัยความสมปรารถนาของใจที่มันปรารถนากัน มันก็ไม่สมความปรารถนาหรอก สิ่งนี้เป็นเหยื่อ เหยื่อล่อให้โลกติดอยู่กับภัย โลกติดอยู่กับเรื่องอย่างนี้ อยู่กับเหยื่อสิ่งต่างๆ นี่ ล่อให้ปลาติดเหยื่อ แล้วเราก็ติดเหยื่อมาตลอด ตั้งแต่กัปแต่กัลป์ไหนก็แล้วแต่ ชีวิตนี้เกิดตายๆ ใครจะปฏิเสธหรือไม่ปฏิเสธว่าชีวิตนี้มันจะมีไม่มี ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าเมื่อวานก็มี วันนี้ก็มี พรุ่งนี้ก็ต้องมีไป จิตนี้มันก็เป็นสภาวะแบบนั้น มันไม่เคยตาย มันสืบต่อของมันตลอดไป มันเกิดสภาวะไหน เพราะมันกินเหยื่อ เหยื่อที่ว่าวันแห่งความรัก วันแห่งความรักความใคร่ความปรารถนา มีความปรารถนา ความปรารถนาเกิดที่ไหน หัวใจมันก็ต้องมีความแสวงหาที่นั่น สิ่งที่มีเชื้อที่ไหน มันต้องมีความสืบต่อที่นั่น ถ้ามันมีความรักที่ไหน มันต้องมีความปรารถนา มันต้องสืบต่อไป

ความเกิดความตายมันเกิดตายจากหัวใจของเราก่อน ความปรารถนาความต้องการมันเกิดขึ้นมา ความต้องการมันก็แสวงหาของมันไป แล้วมันไปเข้ากับตัวของใจ ตัวของใจคือตัวไม่เคยตาย สิ่งที่ไม่เคยตายมันแปรสภาพตลอดไป สิ่งนี้ขับเคลื่อนไป พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า “ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นมีความทุกข์” มีความปรารถนา มีความทุกข์

ทุกข์คืออะไร? ทุกข์คืออริยสัจ ทุกข์มันมีเพราะเหตุไร? ทุกข์มันมีเพราะว่าจิตนี้มันมีโดยธรรมชาติของมัน มันต้องมีสิ่งนี้โดยธรรมชาติของมัน พอมีขึ้นมาแล้วมันก็มีความปรารถนาในความเห็นของมัน คือความรัก ความต้องการของมัน มันเป็นสภาวะแบบนั้น มันมีอยู่โดยธรรมชาติของมันถึงต้องทำลายมัน

วันมาฆบูชา เราพยายามทำบุญกุศลกัน เพื่อแสวงหาตนเอง เขาแสวงหาความรัก เขาแสวงหาที่พึ่งที่อื่น เขาแสวงหาขนาดไหน เขามีแต่ความทุกข์ เขาไม่สมความปรารถนา คนแสวงหาตัวเอง คนนั้นจะมีความสมความปรารถนา แสวงหาตัวเอง พยายามค้นคว้าหาตัวเอง ทำบุญกุศลขึ้นมาเพื่อแสวงหาใจ ให้ใจมีที่พึ่ง ภวาสวะ ใจนี้รับสภาวะต่างๆ รับบุญรับกุล รับบาปอกุศล มีความทุกข์ในหัวใจ รับบุญกุศลคือความสุขความพอใจของใจ ถ้ารับสิ่งนี้ มันจะค้นคว้าเข้ามาหาเรา

นี่เกิดมาแล้วไม่หลง เหยื่อทำให้เราเกิดมา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาคือความไม่รู้ทำให้เราเกิดมา เกิดมาเราก็ต้องตายไป ต้องตายไปข้างหน้าแน่นอน คนเราเกิดมาจะต้องตายเด็ดขาดเลย แล้วตายไปนี่มีสภาวะสิ่งใดเป็นที่พึ่งได้ มันต้องแสวงหาสิ่งที่พึ่งของเรา นี่แสวงหาตนเอง แสวงหาตนเองเพื่อละสิ่งนี้ ละสิ่งที่มันขับเคลื่อนไปไง ละความรัก ความรักที่มันรัก เราไม่ให้มันมีความรัก มันมีความเมตตาสงสาร

เรามีพ่อ มีแม่ มีลูกมีเต้าขึ้นมาทุกคน มันต้องมีเมตตาสงสาร ความเกาะเกี่ยวของใจมันมีโดยธรรมชาติของมัน ให้มีความเมตตา เห็นไหม เมตตาค้ำจุนโลก ถ้ามีความเมตตานี่มันค้ำจุนโลก มันไม่ต้องการความปรารถนา ความรักที่บริสุทธิ์ ความรักที่พ่อแม่ให้กับลูก ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ที่เกิดขึ้นมาจากลูกเลย แต่ต้องการให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตจะมีความสุขมาก ความสุขของพ่อแม่คือลูกประสบความสำเร็จในชีวิต ลูกมีที่ยืนในสังคม สังคมนี้มีที่ให้ลูกเรายืนได้ ความรักของพ่อแม่ไม่มีความปรารถนา

แต่ความรักของเรามันโกหก มันโกหกของเราคือตรงไหน เพราะมันรักนวลสงวนตัวเราเองก่อน มันห่วงตัวเราเอง มีเราถึงมีเขา มันรักตัวมันเองก่อนถึงรักคนอื่นตลอดไป ถ้าไม่มีเรานี่มันจะรักใคร มันรักใครไม่ได้หรอก มันไม่มีความปรารถนาไปรักใคร แต่มันเมตตาสงสาร มันมีความรักมันมีอย่างนั้น แต่ความรัก เพราะมันรักตัวมันเองก่อน พระพุทธเจ้าถึงให้ค้นคว้าตัวเองไง ทำลายตนเอง ทำลายความเห็นของเราให้ได้ ทำลายสิ่งที่เป็นตัวตน เป็นสิ่งที่เป็นภวาสวะ ทำลายสิ่งที่เป็นความคิด ทำลายความคิดแล้วมีความคิดไหม? มี ทำลายความคิดคือสิ่งที่มันเกาะเกี่ยวกับใจ มันไม่เกาะเกี่ยวกันไป

สอุปาทิเสสนิพพาน พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ มีขันธ์อยู่ ขันธ์ยังมีอยู่ สมมุติยังมีอยู่ในหัวใจ สมมุติที่มันเป็นเรื่องโลกอยู่ แต่พอพระอรหันต์ตายไป ขันธ์กับธาตุทิ้งไป นั่นน่ะไม่มีจริงๆ ไม่มีต่อเมื่อมันไม่มีแล้ว ฉะนั้น ถ้าทำให้มันไม่มี มันก็ไม่มีสิ่งนั้น แต่มันมีเศษส่วนอยู่ มันมีของเก่าอยู่ มันถึงมีเหมือนกัน พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนปุถุชนเรานี่แหละ เหมือนกัน แต่ต่างกันราวฟ้ากับดินเรื่องขันธ์กับใจ ใจนี้จะไม่เกี่ยวกับธาตุขันธ์ เพราะใจนี้มันทำลายตัวมันเองก่อน จิตที่มันทำลายตัวมันเอง มันไม่มีแรงดึงดูดในตัวมันเองแล้ว มันจะไปติดสิ่งใด มันต้องไม่ติดขันธ์ใช่ไหม

แต่นี่เราไม่ได้ทำลายจิตเราด้วย แล้วขันธ์ก็ติดกับหัวใจไปด้วย สิ่งที่เป็นขันธ์คือความคิด ขันธ์คือสังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง ความคิดเรานี่ติดแนบไปกับใจ แล้วมันก็ปั่นป่วนหัวใจไปตลอดไป แล้วเราก็ไปหลงเอาข้างนอก เห็นไหม เราหลงเหยื่อตัวเอง โดยหลงอวิชชา ไม่รู้สึกตัวเลย เราเวียนตายเวียนเกิดมาแล้ว เรายังหลงไปกับเรื่องโลก ตื่นไปกับเรื่องโลกอีก โลกเป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่องของกระแสของโลกเขานะ มันเป็นธุรกิจ มันเป็นสิ่งต่างๆ เขาแสวงหาผลประโยชน์ของเขา เราก็ต้องเป็นเหยื่อของเขาไปเลย

เราอยู่ในสังคม สังคมเป็นแบบนั้น เราก็อยู่ในสังคม เราไม่ปฏิเสธสิ่งนั้น เรื่องเขาจะเป็นไปให้เป็นไป ผู้ที่รู้ไง ผู้ที่ฉลาด เห็นไหม รู้ตัวเองด้วย รู้ความคิดของตัวเองด้วย รู้ว่ามันสื่อออกไปด้วย แต่คนที่ไม่รู้นะ ไม่รู้จักตัวเองเลย ไม่รู้จักสิ่งใดๆ เลย แล้วก็มีแต่ความคิด เอาความคิดนี้ฟาดฟันกันนะ พยายามเบียดเบียนกันด้วยความคิดของเรา กระทบกระทั่งกันไป หมุนเวียนออกไปเป็นความคิดมันเบียดเบียน

เบียดเบียนตนเองก่อน คิดขึ้นมาก็เบียดเบียนเราแล้ว เวลาเรามีความคิดขึ้นมา มันขุ่นนะ หัวใจฟุ้งซ่านมาก ความฟุ้งซ่านของใจ เวลามันกวนใจขึ้นมา ทุกคนจะรู้เลยว่ามันกวนใจขนาดไหนเวลาความคิดที่มันคิดขึ้นมาแล้วเราไม่สมความปรารถนา มันจะกวนใจขนาดไหน มันเบียดเบียนตน แล้วก็เบียดเบียนคนอื่น มันถึงไม่สามารถชำระกิเลสได้ ไม่สามารถเอาชนะตัวตนได้

ในศาสนาพุทธสอนเรื่องปัจจัตตัง สอนเรื่องอริยสัจ สอนเรื่องความเป็นจริงในหัวใจของเรา สอนเรื่องความเป็นจริงของเราขึ้นมา นี่มันเป็นอริยสัจ มันเป็นความจริงแน่นอน สิ่งที่แน่นอนนี้มันในกฎของอนิจจัง ธรรมะนี้ถึงไม่มีใครเห็นไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาค้นคว้าสิ่งนี้ขึ้นมาได้ ค้นคว้าเรื่องอริยสัจ เรื่องตามความเป็นจริงขึ้นมา แล้วเป็นความจริงของใจดวงนั้น

นี่ก็เหมือนกัน มันมีอยู่ในหัวใจของเรา มีความรู้สึกของเรา เราต้องพยายามค้นคว้าของเรา เพราะไม่มีใครสามารถช่วยใครได้เลย เพียงแต่บอกแผนที่ดำเนิน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วางธรรมไว้ มันเป็นแผนที่ที่ประเสริฐนะ มันมีเครื่องดำเนิน เหมือนมียา ถ้าคนไข้กินยานั้นก็จะหายจากยา คนไข้ปฏิเสธยานั้น ธรรมะมีอยู่ สัจจะความจริงมีอยู่ แต่เราปฏิเสธ ปฏิเสธเพราะความโง่ของเรา

เราโง่ในตัวเราเองแล้วเรายังไม่รู้จักว่าตัวเราโง่นะ เรายังปฏิเสธสิ่งต่างๆ ที่มันมีอยู่ เราปฏิเสธได้ไหมว่าพระอาทิตย์เกิดขึ้นมาจะมีแสงสว่าง มันปฏิเสธไม่ได้เพราะอะไร เพราะเราเห็นกับตา แต่เรื่องของใจมันโดนอวิชชาปิดไว้ พอโดนสิ่งที่ว่ามันปิดไว้ เราก็ปฏิเสธทุกอย่าง ทั้งๆ ที่มันมืดบอด มันโง่เง่าเต่าตุ่นในตัวมันเองนะ ถ้าคนฉลาด มันต้องมีความสว่างในใจ มันจะมีความลังเลสงสัยไหม

เราปฏิเสธว่าสิ่งนั้นไม่มี เราก็สงสัย ปฏิเสธว่าโลกหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ ไม่มีสิ่งต่างๆ เราปฏิเสธทุกอย่าง แต่เราก็สงสัย มีหรือไม่มีหนอ มีหรือไม่มีหนอ มันก็มีความลังเลสงสัยในหัวใจเด็ดขาด เพราะมันมีอวิชชา จะฟันธงว่ามีหรือไม่มี ไม่มีโดยเด็ดขาด มันจะเชื่อขนาดนั้น ก็เป็นความโง่ของมัน เพราะสิ่งนั้นมีอยู่

สิ่งที่มีอยู่ มันมีอยู่โดยสัจจะความเป็นจริง เราจะเห็นหรือไม่เห็นเราก็ปฏิเสธไม่ได้ วันพรุ่งนี้มันจะมาถึงขนาดไหน เรายังคาดหมายไม่ได้ แต่มันก็ต้องเดินไปข้างหน้าเหมือนกัน ชีวิตนี้ก็เหมือนกัน ถึงที่สุดแล้วมันต้องพลัดพรากนะ ใจต้องหลุดออกไปจากร่างกายนี้แน่นอน คนเราตาย คือใจนี้หลุดออกไปจากร่างกายนี้ แล้วก็ไปแสวงหาสถานะอันใหม่ มันก็ทุกข์อันเก่า เป็นสมบัติอันเดิม แต่สถานะทางโลกมันเจริญหรือว่ามันเสื่อม มันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องประวัติศาสตร์ สมัยก่อน สมัยที่ว่าไม่มีเครื่องจักร ทุกคนทำงานเสมอภาคกัน ต้องแล่นเรือด้วยลม ทุกอย่างเป็นไปด้วยธรรมชาติหมดเลย แต่พอมีเครื่องจักรไอน้ำขึ้นมา โลกเปลี่ยนไป นี่ก็เหมือนกัน การเกิดการตาย เราไปเจอตรงไหน ชีวิตเราจะไปเจอตรงไหน นี่โลกมันเปลี่ยนไป แต่ใจดวงนี้มันจะทุกข์ตลอดไป แล้วจะทุกข์มากกว่านี้ไปตลอดถ้าเรายังตามโลกไปนะ

เชื่อโลกไป ไปกับโลกเขา มันก็จะเป็นแบบนั้น เราต้องไม่เชื่อโลกเขา โลกเขามีอยู่ ให้มีอยู่แบบนั้น แต่เราต้องฉลาดในตัวเราเอง เราต้องพยายามแก้ไขตัวเราเอง เราต้องเอาตัวเราเองพ้นออกไปจากเรื่องของโลกเขาให้ได้ ถึงต้องแสวงหาตัวเองไง

ทาน ศีล ภาวนา มีทาน ให้ทานขึ้นมาเพื่อฟังธรรม มีศีลขึ้นมาปฏิบัติเพื่อให้ใจปกติ แล้วก็มีภาวนา ภาวนาเท่านั้นชำระกิเลสได้ ปฏิบัติบูชาเท่านั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด แล้วปฏิบัติถึงที่สุดแล้วใจจะพ้นจากทุกข์ได้ เอวัง